ถ้าคุณเคยซื้อไก่ต้มที่เขาทำขายให้เรากิน อาจจะพบว่าบางรายต้มเสียจนหนังไก่ลอกเป็นดวง อันนี้ทำให้ไม่น่าซื้อกินเลย จริงๆ แล้ววิธีต้มไก่ไม่ให้หนังลอกนั้นมีอยู่ โดยทำได้ไม่ยากนัก แต่ต้องอาศัยความใจเย็น
โดยก่อนจะต้มให้ใส่เกลือลงในท้องไก่จากนั้นเติมน้ำให้ท่วม พอเริ่มเดือดค่อย ๆ เติมน้ำลงไป เพื่อลดอาการเดือดลง เพราะถ้าปล่อยให้เดือดพล่าน โอกาสหนังไก่ลอกมีสูง และอาจทำให้เนื้อด้านนอกสุกเร็วกว่าเนื้อด้านใน
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต้ม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต้ม แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
การต้มผัก
การต้มผักใบ
ให้ตัดผักออกเป็นก้านๆล้างให้สะอาด นำหม้อขึ้นตั้งไฟใช้ไฟแรงใส่น้ำน้อย ใส่น้ำมัน 1 ช้อนชา เกลือ 1 ช้อนชา เวลาต้มให้ใส่ก้านลงก่อนแล้วจึงค่อยๆใสลงไปทั้งต้น เมื่อผักสุกให้นำขึ้นและจุ่มน้ำเย็นทันที ผักจะเขียวเท่าๆกันทั้งต้น
การต้มผักประเภทหัว
ควรต้มน้ำให้เดือดก่อนจึงใส่ผักที่ล้างสะอาดแล้วลงไปประมาณ 20 นาที เมื่อนำขึ้นก็ให้แช่ในน้ำเย็นทันทีจะทำให้ปอกเปลือกง่าย ควรต้มทั้งเปลือกเพื่อไม่ให้สูญเสียความหวานของผัก
ในการต้มผัก หากเหยาะน้ำมันพืชเล็กน้อยจะทำให้ผักมีผิวมันน่ากินยิ่งขึ้น ส่วนผักสีขาว เช่นกะหล่ำปลี และหัวไชเท้า ให้ใส่น้ำส้มสายชูลงในน้ำที่ต้ม ผักจะมีสีขาวสวย
ให้ตัดผักออกเป็นก้านๆล้างให้สะอาด นำหม้อขึ้นตั้งไฟใช้ไฟแรงใส่น้ำน้อย ใส่น้ำมัน 1 ช้อนชา เกลือ 1 ช้อนชา เวลาต้มให้ใส่ก้านลงก่อนแล้วจึงค่อยๆใสลงไปทั้งต้น เมื่อผักสุกให้นำขึ้นและจุ่มน้ำเย็นทันที ผักจะเขียวเท่าๆกันทั้งต้น
การต้มผักประเภทหัว
ควรต้มน้ำให้เดือดก่อนจึงใส่ผักที่ล้างสะอาดแล้วลงไปประมาณ 20 นาที เมื่อนำขึ้นก็ให้แช่ในน้ำเย็นทันทีจะทำให้ปอกเปลือกง่าย ควรต้มทั้งเปลือกเพื่อไม่ให้สูญเสียความหวานของผัก
ภาพจาก : http://www.bloggang.com/data/tanja-nl/picture/1245850715.jpg
ในการต้มผัก หากเหยาะน้ำมันพืชเล็กน้อยจะทำให้ผักมีผิวมันน่ากินยิ่งขึ้น ส่วนผักสีขาว เช่นกะหล่ำปลี และหัวไชเท้า ให้ใส่น้ำส้มสายชูลงในน้ำที่ต้ม ผักจะมีสีขาวสวย
อย่างไรก็ตาม จากผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอร์วิค ประเทศอังกฤษ พบว่าการต้มผักบางชนิด ได้แก่ บล็อคโคลี่ กะหล่ำดอก และกะหล่ำปมนั้น จะทำลายสารที่เป็นคุณกับการต่อต้านโรคมะเร็งลงไปมากถึง 75% โดยในผักประเภทนี้จะมีสารสำคัญชนิดหนึ่งคือ สารกลูโคซิโนเลต ซึ่งมีศักยภาพในการต้านมะเร็งที่สำคัญ โดยจะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ การต้มผักนานๆจะทำให้สารตัวนี้หายไป
สำหรับวิธีการที่ดีที่สุดที่จะทำให้ผักยังคงคุณค่า นอกจากการกินสดๆแล้วนั้น ก็คือการนึ่ง โดยไม่ควรนึ่งนานเกิน 20 นาที ก็จะช่วยรักษาคุณค่าของผักในการป้องกันโรคมะเร็งไว้ได้ถึง 80%
วิธีต้มน้ำซุป
การทำแกงจืดเพื่อให้รสดี และเพิ่มคุณค่าของอาหารมากขึ้น จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่ จะต้องทำจากน้ำซุป ( น้ำ ต้มกระดูก ) ซึ่งทำจากกระดูกสดของเป็ด ไก่ หมู วัว และปลา ต้มกับเกลือและผักต่างๆ เช่น หัวผักกาด ต้นขึ้นฉ่าย ต้น หอม ผักชี หอมฝรั่ง กระหล่ำปลี หรือเศษผักที่เหลือจากประกอบอาหาร
หลักของการต้มซุป
การต้มน้ำซุปมีหลายวิธี ด้วยกัน
ข้อแนะนำ
การต้มน้ำซุป จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใส่เกลือพร้อมทั้งน้ำและกระดูก โดยวิธีนี้จะทำให้น้ำซุปใส เวลาต้มไม่ต้องคน ถ้าคน บ่อยแล้วจะทำให้น้ำซุปขุ่น
วิธีแก้น้ำซุปขุ่นให้ใส
ล้างเปลือกไข่ให้สะอาดพร้อมทั้งไข่ขาวดิบ 1 ฟอง ผสมให้เข้ากัน ยกหม้อน้ำซุปลงจากเตา ใส่เปลือกไข่และไข่ขาว คนให้ กระจาย ยกขึ้นตั้งไฟ พอเดือดสักครู่ ฟองจะขึ้น จึงช้อนฟองทิ้ง น้ำซุปจะใส
- ใช้หม้อใบใหญ่และมีฝาปิด ควรใช้หม้อที่มีหูจับได้สะดวกต่อการยกขึ้นอุ่นบนเตา
- เครื่องประกอบที่จะต้มน้ำซุปนี้ต้องให้สด กระดูกสับชิ้นใหญ่ประมาณ 4 นิ้ว เนื้อหั่นชิ้นเล็กๆ ตัดส่วนมันออกให้หมด ผักหัว ปอกเปลือกแล้วหั่น ส่วนผักชนิดอื่นตัดเป็นท่อน ๆ
- แช่ในน้ำประมาณ 2 ชม. เพื่อให้น้ำหวานในกระดูกออก ใช้ไฟกลาง จนกว่าจะเดือด ใช้ทัพพี ช้อนฟองทิ้งเคี่ยวไฟ อ่อนๆต่อไป เมื่อน้ำซุปจวนจะได้ที่แล้ว ใส่ผัก และเคี่ยวต่อไป
- กรองน้ำซุปด้วนตะแกรง และใช้ผ้าขาวบางวางใต้ตะแกรงอีกชั้นหนึ่ง ส่วนไขมันที่ลอยหน้ายังไม่ต้องช้อนทิ้งจนกว่า จะใช้ เพราะไขมันนี้จะช่วยไม่ให้อากาศเข้าไปในน้ำซุป ซึ่งจะทำให้เสียง่าย น้ำซุปที่ดีต้องใส ควรทำล่วงหน้าก่อนที่จะ ใช้หนึ่งวัน ไม่ควรเก็บไว้นานวัน เฉพาะอย่างยิ่งในที่ๆมีอากาศร้อน
การต้มน้ำซุปมีหลายวิธี ด้วยกัน
- กระดูกเนื้อวัว สับแล้ว และเศษเนื้อตัดมันออกให้หมด หั่นเนื้อเล็ก ๆ 1/2กิโลกรัม น้ำ 8-10 ถ้วย เกลือ 1 ช้อนชา แช่ ไว้ประมาณ 20-30 นาที เพื่อให้น้ำหวานในกระดูกออก แล้วตั้งบนไฟกลางอ่อนๆ พอเดือด ช้อนฟองทิ้ง ปิดฝาหม้อเคี่ยว ต่อไปจนกว่าน้ำงวดลงครึ่งหนึ่ง ใส่ผักที่ต้องการแล้วเคี่ยวต่อไป จนเหลือน้ำซุปตามต้องการ น้ำซุปชนิดนี้จะออกเป็นสี น้ำตาล ( ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง )
- กระดูกไก่ - เป็ด - หมู สับแล้ว พร้อมทั้งเศษเนื้อของไก่ - เป็ด รวมกัน 1/2กิโลกรัม น้ำ 6-8 ถ้วย เกลือ 1 ช้อนชา แช่ ไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง ตั้งไฟกลางอ่อนๆ พอเดือดช้อนฟองทิ้ง พอน้ำลดลงครึ่งหนึ่งใส่ผักต่างๆ และเพิ่มหอมใหญ่ พริก ไทยด้วย น้ำซุปชนิดนี้จะออกเป็นสีขาว ( ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง )
- กระดูกปลาเนื้อขาว1/2กิโลกรัม ล้างด้วยน้ำเกลือ ต้มน้ำ 5 ถ้วย ใส่เกลือ 1 ช้อนชา ให้เดือด ใส่กระดูกปลาลงต้ม 20 นาที ช้อนฟองทิ้ง ใส่หอมใหญ่ ต้นขึ้นฉ่าย ต้มต่อไปอีก 10 นาที ใช้ได้ ซุปปลานี้ต้มแล้วต้องใช้ทันที
- ผักหลายๆชนิดเช่น หัวผักกาดขาว-เหลือง ต้นหอม ผักชี ขึ้นฉ่าย กระหล่ำปลี ฯลฯ รวมกัน 2 กิโลกรัม ล้าง ปอก หั่น ตามลักษณะของผัก ผักชีใช้ทั้งต้น ไม่ต้องตัดรากออก กระเทียม สับ 1 ช้อนชา เจียวในน้ำมัน 2 ช้อนโต๊ะ พอหอมใส่ผัก ทุกอย่างลงผัด ตักใส่หม้อ ใส่เกลือ 1 ช้อนชา ใส่น้ำ 6-8 ถ้วย พริกไทย 8-10 เม็ด เคี่ยวไฟกลางอ่อนๆ ปิดฝาประมาณ 1-2 ชั่วโมง
ข้อแนะนำ
การต้มน้ำซุป จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใส่เกลือพร้อมทั้งน้ำและกระดูก โดยวิธีนี้จะทำให้น้ำซุปใส เวลาต้มไม่ต้องคน ถ้าคน บ่อยแล้วจะทำให้น้ำซุปขุ่น
วิธีแก้น้ำซุปขุ่นให้ใส
ล้างเปลือกไข่ให้สะอาดพร้อมทั้งไข่ขาวดิบ 1 ฟอง ผสมให้เข้ากัน ยกหม้อน้ำซุปลงจากเตา ใส่เปลือกไข่และไข่ขาว คนให้ กระจาย ยกขึ้นตั้งไฟ พอเดือดสักครู่ ฟองจะขึ้น จึงช้อนฟองทิ้ง น้ำซุปจะใส
ข้อมูลจาก : Horapa.com
วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
วิธีทำมะระไม่ให้ขม
ในการทำมะระไม่ให้ขมคงทำได้หลายวิธี วิธีที่ง่ายๆ คือ
- ถ้าเป็นอาหารประเภทต้ม ตุ๋น ก่อนที่จะนำมาประกอบอาหารให้หั่นมะระควักไส้ออกให้เรียบร้อยก่อน นำไปต้มกับน้ำ ซึ่งใส่เกลือลงไปประมาณ 2 ช้อนชา เมื่อต้มจนเดือดได้สักครู่นำน้ำทิ้ง ถ้ายังไม่พอใจก็สามารถทำตามขั้นตอนข้างบนได้อีก จากนั้นนำมะระลงแช่ในน้ำเย็นและใส่ไส้แล้วจึงนำไปต้มจริงอีกครั้ง

- ถ้าเป็นมะระผัดไข่ให้ซอยมะระเป็นชิ้นบาง ๆ สำหรับผัดก่อน แล้วนำไปคลุกกับเกลือขยำ ๆ แล้วทิ้งไว้สักครู่นึง แล้วล้างน้ำออกนำไปผัด

- สำหรับมะระที่ใช้เป้นผักแกล้มขนมจีนนั้น ให้หั่นซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ บาง ๆ สำหรับทาน แล้วนำไปแช่ในน้ำเกลือสักพัก ค่อยยกออกล้างน้ำอีกทีนึง เป็นใช้ได้
- ถ้าเป็นอาหารประเภทต้ม ตุ๋น ก่อนที่จะนำมาประกอบอาหารให้หั่นมะระควักไส้ออกให้เรียบร้อยก่อน นำไปต้มกับน้ำ ซึ่งใส่เกลือลงไปประมาณ 2 ช้อนชา เมื่อต้มจนเดือดได้สักครู่นำน้ำทิ้ง ถ้ายังไม่พอใจก็สามารถทำตามขั้นตอนข้างบนได้อีก จากนั้นนำมะระลงแช่ในน้ำเย็นและใส่ไส้แล้วจึงนำไปต้มจริงอีกครั้ง
- ถ้าเป็นมะระผัดไข่ให้ซอยมะระเป็นชิ้นบาง ๆ สำหรับผัดก่อน แล้วนำไปคลุกกับเกลือขยำ ๆ แล้วทิ้งไว้สักครู่นึง แล้วล้างน้ำออกนำไปผัด
- สำหรับมะระที่ใช้เป้นผักแกล้มขนมจีนนั้น ให้หั่นซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ บาง ๆ สำหรับทาน แล้วนำไปแช่ในน้ำเกลือสักพัก ค่อยยกออกล้างน้ำอีกทีนึง เป็นใช้ได้
ข้อมูลจาก Eazydo.com
การต้มข้าวโพด
สำหรับคุณๆ ที่ชอบกินข้าวโพดยิ่งได้เห็นฝักสดๆ เมล็ดเต่งตึง อดจะซื้อหามาปรุงแต่ง โดยเฉพาะกับเมนูอาหารหวาน อย่างเช่นตะโก้ ข้าวโพดอบเนย หรือคลุกน้ำตาลทราย แล้วโรยด้วยมะพร้าวทึนทึกขูดขาว แต่กับเมนูที่มองเหมือนง่าย ๆ อย่างข้าวโพดต้ม ซึ่งคุณแม่บ้านบ่นแล้วบ่นอีก ว่าทำอย่างไรเมล็ดก็ไม่เต่งตึง หอมหวาน น่ากินดังหวัง
เรามีเคล็ดลับ : สูตรการต้มข้าวโพดให้ทั้งหวาน ทั้งหอม แถมเมล็ดยังเต่งตึงมาฝากค่ะ เพียงคุณใส่ข้าวโพดลงในภาชนะ รินน้ำสะอาด แล้ว เติมนมสด กะให้ท่วมฝักข้าวโพด ต้มต่อกระทั่งเดือดและสุก ตักขึ้นพักในตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ
เพียงเท่านี้ ข้าวโพดก็จะออกมาหน้าตาน่ากิน แถมหวาน มัน อร่อยแบบถึงรสถึงชาด
ประโยชน์ของข้าวโพด
นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์แห่งสหรัฐฯ รายงานในวารสารสมาคมเคมีแห่งอเมริกาว่า ข้าว โพด หวานที่ปรุงสุกแล้วจะออกฤทธิ์ล้างพิษในร่างกายสูงขึ้นได้อย่างเด่นชัด
เขาเผยว่าผิดกับที่เคยเชื่อกันมาก่อนว่าผักและผลไม้หากต้มปรุงสุกแล้วจะเสีย คุณค่าทางอาหารลงไป สู้ กินดิบๆไม่ได้ แต่ข้าวโพดหวานยังคงสามารถเก็บพลังเป็นตัวล้างพิษคงไว้ได้แม้ว่าจะเสียวิตามิน ซีไป
เขาได้พบในการต้มข้าวโพดหวานด้วยอุณหภูมิสูง 115 องศาเซลเซียส ในเวลานานต่างกัน 10, 25 และ 50 นาทีพบว่ายิ่งต้มนานจะทำให้มันมีสารอันเป็นตัวล้างพิษเพิ่มขึ้นเป็น 22, 44 และ53 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารที่ออกฤทธิ์เป็นตัวล้างพิษ ช่วยดับพิษของพวกอนุมูลอิสระซึ่งเป็นอันตรายกับเซลล์ ของอวัยวะต่างๆทั้งยังมีส่วนเกี่ยวพันกับโรคอันเนื่องมาจากความแก่ชรา ต่างๆอย่างเช่นต้อกระจก และโรคสมองเสื่อมอีกด้วย
คณะนักวิจัยแจ้งว่าข้าวโพดหวานที่ต้มหรือปิ้งจะปล่อยสารประกอบที่ เรียกว่า กรดเฟรุลิก อันเป็นคุณกับร่างกายยิ่งมาก ขึ้นเมื่อถูกความร้อนสูงขึ้นหรือเวลานานขึ้นกรดเฟรุลิกเป็นพวก
พฤกษเคมีซึ่งในผักและผลไม้มีอยู่ไม่มากนักแต่กลับพบมีอยู่อย่างอุดมในข้าว โพดผสมปนเปรวมอยู่กับอย่าง อื่นการทำให้มันสุกจึงช่วยทำให้มันปล่อยกรดเฟรุลิกออกมาได้มากขึ้น
ประโยชน์ของข้าวโพด
นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์แห่งสหรัฐฯ รายงานในวารสารสมาคมเคมีแห่งอเมริกาว่า ข้าว โพด หวานที่ปรุงสุกแล้วจะออกฤทธิ์ล้างพิษในร่างกายสูงขึ้นได้อย่างเด่นชัด
เขาเผยว่าผิดกับที่เคยเชื่อกันมาก่อนว่าผักและผลไม้หากต้มปรุงสุกแล้วจะเสีย คุณค่าทางอาหารลงไป สู้ กินดิบๆไม่ได้ แต่ข้าวโพดหวานยังคงสามารถเก็บพลังเป็นตัวล้างพิษคงไว้ได้แม้ว่าจะเสียวิตามิน ซีไป
เขาได้พบในการต้มข้าวโพดหวานด้วยอุณหภูมิสูง 115 องศาเซลเซียส ในเวลานานต่างกัน 10, 25 และ 50 นาทีพบว่ายิ่งต้มนานจะทำให้มันมีสารอันเป็นตัวล้างพิษเพิ่มขึ้นเป็น 22, 44 และ53 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารที่ออกฤทธิ์เป็นตัวล้างพิษ ช่วยดับพิษของพวกอนุมูลอิสระซึ่งเป็นอันตรายกับเซลล์ ของอวัยวะต่างๆทั้งยังมีส่วนเกี่ยวพันกับโรคอันเนื่องมาจากความแก่ชรา ต่างๆอย่างเช่นต้อกระจก และโรคสมองเสื่อมอีกด้วย
คณะนักวิจัยแจ้งว่าข้าวโพดหวานที่ต้มหรือปิ้งจะปล่อยสารประกอบที่ เรียกว่า กรดเฟรุลิก อันเป็นคุณกับร่างกายยิ่งมาก ขึ้นเมื่อถูกความร้อนสูงขึ้นหรือเวลานานขึ้นกรดเฟรุลิกเป็นพวก
พฤกษเคมีซึ่งในผักและผลไม้มีอยู่ไม่มากนักแต่กลับพบมีอยู่อย่างอุดมในข้าว โพดผสมปนเปรวมอยู่กับอย่าง อื่นการทำให้มันสุกจึงช่วยทำให้มันปล่อยกรดเฟรุลิกออกมาได้มากขึ้น
